4 วัน 3 คืน จากยะลาถึงเบตง  ฟินธรรมชาติ ตระเวนกินของดีขึ้นชื่อ  

กลับมา เที่ยวเบตง เมืองแห่งภูเขา สายหมอก และอาหารขึ้นชื่ออีกครั้ง หลังจากการเดินทางในครั้งแรกเน้นแวะทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ทั้งทะเลหมอก และจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ กินไก่เบตง จากการไปเที่ยวในครั้งนั้นได้รับความประทับใจกลับมาแบบเต็ม ตั้งใจว่าถ้ามีจังหวะเวลาที่เหมาะสมจะกลับมาที่เบตงอีกแน่นอน แต่การกลับมาในครั้งนี้จากแตกต่างจากครั้งก่อน เพราะมาในแบบสายกิน เน้นทั้งอาหารขึ้นชื่อและอาหารในสไตล์และอาหารโลคอลฟู้ด ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทานเมื่อครั้งก่อน ในเส้นยะลาไปจนถึงเบตง ให้เวลากับจังหวัดนี้แบบเต็มที่ 4 วัน 3 คืน ซอกแซกตระเวณกิน ตระเวนเที่ยว ให้เพลิดเพลินกันไปเลย

สำหรับการท่องเที่ยวเบตงแบบ 3 วัน 2 คืนที่เน้นให้ข้อมูลท่องเที่ยวและการเดินทางแบบละเอียด สามารถเข้าไปอ่านรีวิว คลิ๊ก เที่ยวเบตง 3 วัน 2 คืน  

 

วันแรก ตัวเมืองยะลา

สำหรับการเดินทางมาเที่ยวยะลา เบตง ครั้งนี้ เราใช้รถส่วนตัวขับมาเองจากกรุงเทพ แวะมาพักที่หาดใหญ่คืน  จากนั้นเช้าอีกวันก็เดินทางไปยังเบตง โดยจุดหมายการเดินทางในวันแรก ตั้งใจจะแวะเข้าไปเที่ยวในตัวเมืองยะลาก่อน เพราะเป็นเส้นทางผ่าน หลังจากครั้งก่อนเคยแวะแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่พลาดไป สำหรับใครที่ขับรถส่วนตัวมาเองโดยใช่วิธีการนั่งเครื่องมาลงหาดใหญ่และกำลังลังเลว่าจะขับรถมาเที่ยวเองดีมั้ย จะปลอดภัยมั้ย ตอบได้เลยว่า ปลอดภัยแน่นอน ถนนหนทางจากหาดใหญ่ไปเบตงกว้างขวางเป็นถนน 4 เลนบ้าง 2 เลนบ้างสลับกันไป และเป็นทางราดยางตลอดสาย ถนนกว้างขวาง และไม่มีอันตรายใดทั้งสิ้นผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ และใครที่ห่วงเรื่องการเติ่มน้ำมันถนนจากหาดใหญ่ไปถึงยะลาปั้มน้ำมันเยอะ และเป็นปั้มใหญ่ด้วยแวะได้ตลอด

 

คีรีเขต คาเฟ่ แอนด์ รีสอร์ท

หลังจากขับรถมาได้ 2 ชั่วโมงกว่า ก็มาถึงตัวเมืองยะลา แวะพักจิบเครื่องดื่มกันสักหน่อย คีรีเขต คาเฟ่ แอนด์ รีสอร์ท (Kirikhet Cafe & Resort) เห็นครั้งแรกว้าวมาก เพราะไม่คิดว่าตัวเมืองยะลา จะมีร้านกาแฟใหญ่โตดีไซน์ชิค ให้แวะมานั่งเล่น จิบเครื่องดื่ม แชะภาพสวยด้วย สะดุดตั้งแต่ตัวร้านทรงสี่เหลี่ยมสุดโมเดิร์นคลุมโทนสีขาวครีม โดดเด่นด้วยช่องแสงจากธรรมชาติ ใครชอบความเข้มของกาแฟสไตล์โรบัสต้า ต้องลองมาชิมกาแฟคีรีเขตที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ หรือหากอยากพักผ่อนในตัวเมืองยะลา ที่นี่ยังมีให้บริการที่พักวิลล่าแบบเป็นหลังแสนสบายในราคาเพียงหลักพันนิดๆ เท่านั้น ผ่านไปมาเส้นยะลาก่อนไปเที่ยวเบตง แวะมานั่งชิวพักรถกันก่อนได้

ร้านตั้งอยู่ในตัวเมืองยะลา ใครมีจุดหมายปลายทางไปเที่ยวเบตง หลังจากนั่งรถมาได้เกือบครึ่งทางแล้วแวะมายืดเส้น ยืดสาย พักที่ร้านนี้ก่อนไปต่อได้เลย ร้านกว้างขวาง มีที่จอดรถสะดวกสบาย ภายในร้านสะอาดตกแต่งแบบโมเดิร์น เน้นใช้แสงจากธรรมชาติให้ส่องภาพ และยังมีพื้นที่แบบเอาท์ดอร์ในส่วนร่มรื่น ส่วนชั้นสองยังมีห้องประชุมสำหรับคุยงาน 10 – 15 คน อุปกรณ์ห้องประชุมมีพร้อม

เมนูมีทั้งเครื่องดื่ม และอาหารคาว หวาน  เครื่องดื่มโดดเด่นคือ กาแฟ ที่ใช้เมล็ดกาแฟ Premium Yala จากคีรีเขต เป็นเมล็ดกาแฟที่คัดสรรพิเศษ แล้วนำมาคั่วในระดับกลาง ทำให้ได้รสชาติเปรี้ยว แต่ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของกาแฟที่ยังมีรสชาติขมอยู่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มรสชาติเปรี้ยวและขมในแก้วเดียวกัน ทางร้านมีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลากหลายสไตล์ตาระดับความเข้มที่ชอบ ส่วนใครไม่ดื่มกาแฟ มีเครื่องดื่หลายอย่าง ลองสั่ง สมูทตี้โยเกิร์ตมาทานรสชาติดี

ส่วนด้านหลังร้านกาแฟ คือ ที่พักในรูปแบบของบ้านวิลล่าเป็นหลัง ห้องกว้างขวาง สะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ห้องพักมี 2 แบบ คือ ซูพีเรียรูมราคา 1400 บาท (รวมอาหารเช้า)  และห้องดีลักซ์ หลังใหญ่แบ่งพื้นที่ใช้สอยกว้างและเป็นสัดส่วนทั้งห้องนอนและห้องตัว 1700 บาท (รวมอาหารเช้า) เห็นราคาห้องแล้ว หากไปอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวฮิตๆ ราคาน่าจะไม่ต่ำกว่า 3000 บาท แน่ ห้องสะอาดน่านอน ราคาน่ารักอยากจะนอนพักสักคืน  เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ครบทั้งที่พัก ร้านอาหารและร้านกาแฟ

คีรีเขต คาเฟ่ แอนด์ รีสอร์ท

ที่อยู่ :  อำเภอเมืองยะลา ยะลา ประเทศไทย 95000 ยะลา (ผ่านด่านความมั่นคงเมืองยะลา เลี้ยวซ้ายไฟแดงแรก)

เปิดให้บริการ : ทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น.

โทร : 073-241-221 หรือ 095-891-4095

Facebook:  คีรีเขต คาเฟ่

สตรีทอาร์ท ยะลา

ไปต่อกันที่ สตรีทอาร์ท เมืองยะลา หรือ yala bird city street art  ภาพวาดบนฝาผนังตึก บ้านเรือนใจกลางเมืองเก่าบริเวณชุมชนประชานุกูล ถนนนวลสกุล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา  โดยนำนกสัญลักษณ์ของเมืองยะลาที่ถือเป็นเมืองแห่งนก มีประวัติศาสตร์การเลี้ยงนกมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะนกกรงหัวจุกและนกเขายะลา จนกลายเป็นวิถีชีวิตท้องถิ่น ภาพนกได้ถูกนำมาถ่ายทอดเรื่องราวเป็นศิลปะบนท้องถนน โดยศิลปินชื่อดังจากทั่วประเทศไทย เช่น Alex Face, October 29, BigDel  ภาพวาดมีสีสันสดใส มีความเป็นเอกลักษณ์  หากผ่านตัวเมืองยะลาคงเป็นจุดที่น่าแวะเดินเที่ยวชม ถ่ายรูปชิค ก่อนเดินทางไปยังจุดหมายอื่น

ปัจจุบันมีผลงานสตรีทอาร์ตทั้งหมด 14 จุด สามารถเดินชมต่อเนื่องกันได้อย่างสะดวก ตั้งอยู่บนถนนนวบสกุลย่านชุมชนเก่า สามารถเดินชมได้ครบภายในเวลาไม่กี่นาที เริ่มจากภาพไฮไลท์ภาพแรก เป็นภาพวาดน้องมาดี เด็กมีดวงดา 3 ดวง ที่เราอาจเคยเห็นผ่านตาในหลายจังหวัด เป็นผลงานของ Alex face ศิลปินที่มีชื่อเสียง มีผลงานโด่งดังระดับโลก ซึ่งเอกลักษณ์ของ Alax จะเป็นภาพวาดน้องมาดี นอนกอดนกพร้อมรอยยิ้ม การสร้างผลงานในจังหวัดยะลาในครั้งนี้เป็นการวาดภาพที่มีผนังบ้านที่ใหญ่ที่สุดจากที่เคยทำมา

จากภาพน้องมาดี ขับรถมาอีกนิดเดียว จะเจอกลุ่มภาพสตรีทอาร์ตหลายภาพตั้งอยู่ใกล้กัน จอดรถริมถนนในซอยแล้วเดินชมได้เลย ทั้งภาพนกใส่ชุดลายพรางแบบทหาร ภาพนกบินหาสันติภาพ ภาพวัฒนธรรมต่างๆ ภาพทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อต้องการเปลี่ยนภาพความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภาพศิลปะนำทางสันติสุข

นอกจากนี้ยังมีภาพวาดช้างขนาดใหญ่ ที่สื่อถึงเมืองยะลาที่เชื่อมโยงกับช้างประจำรัชกาลที่ ๙ เป็นต้น

ระหว่างเดินชมภาพวาดสตรีทอาร์ตในตัวเมืองยะลา ระหว่างทางเดินริมสองข้างทางก็ยังได้เห็นบ้านเมือง และวิถีชีวิตของชาวยะลาที่สุขสงบ นับว่าเป็นการลงมาสัมผัสกับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 

แลผาหน้าถ้ำ

ได้เวลาเที่ยงท้องเริ่มร้อง แวะไปทานอาหารใต้แท้รสชาติอร่อยจัดจ้านในเมืองยะลา ต้องยกให้ร้านนี้ แลผาหน้าถ้ำ ผ่านไปมาหลังจากเที่ยวเบตง สามารถแวะทานได้ทั้งขาไปหรือขากลับ ตัวร้านเป็นบ้านหลังใหญ่สีขาวตกแต่งแบบเรียบคลาสสิค บรรยากาศเหมือนกำลังนั่งทานอาหารบ้านเพื่อน พร้อมเสิร์ฟ เมนูอาหารใต้รสเด็ด ทั้ง ต้มส้มหมูป่า แกงคั่วทะเล ยำแลผาปลาจาระเม็ด แถมน้ำพริก+บูดูพร้อมผักสดฟรี รับรองได้ว่าต้องร้องอุทานว่าหรอยจังฮู้

ร้านตั้งอยู่ใกล้กับวัดถ้ำคูหาภิมุข สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งเมืองยะลา แวะเที่ยวถ้ำแล้ว มาทานอาหารต่อที่ร้านนี้ วิวหน้าร้านมองเห็นถ้ำคูหาภิมุขอยูไม่ไกล ร้านเป็นบ้าน 2 ชั้น ตกแต่งร่มรื่นกลางสวน เป็นแบบโอเพ่นแอร์ทั้งหมด มีที่นั่งทั้งแบบในซุ้มด้านนอกและในตัวบ้าน

เมนูอาหารเน้นเป็นอาหารใต้รสจัดจ้านค่อนข้างไปทางเผ็ด หากใครทานเผ็ดไม่ได้บางเมนูบอกทางร้านให้ลดปริมาณความเผ็ดลงได้ เมนูแนะนำอันดับหนึ่งทานแล้วติดใจ คือ ต้มส้มหมูป่า (300 บาท)  เมนูนี้ต้องสั่งล่วงหน้าก่อนมาทานเพราะต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมวัตถุดิบ หมูป่าเนื้อไม่เหนี่ยว ติดหนังเคี้ยวกรุบๆ น้ำซุปอร่อยครบรส ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม หอมเครืองสมุนไพร ทั้งขมิ้น ตะไคร้ ใบมะกรูด ซดน้ำซุปเกือบหมดถ้วย

น้ำพริกกระปิ+น้ำยำบูดู พร้อมผักสด เสิร์ฟฟรี ติดใจน้ำยำบูดูมาก ซอยหัวหอมพริกลงไป เพิ่มความหวานลงไปนิดหนึ่งทานกับผักหรอยแรงต่อด้วยยำแลผา ใช้ปลาจาระเม็ดครบเครื่องเรื่องการยำทำได้อร่อยครบรสทั้งผักสดสมุนไพรผลไม้และถั่วต่าง ๆ

แกงคั่วทะเลใส่ปู ( 350 บาท) เผ็ดร้อนมากเมนูนี้ใครทานเผ็ดไม่ได้อาจต้องเบรก เพราะเครื่องแกงเผ็ดจริง ส่วนใครทานได้ลุยเลย รสชาติน้ำแกงอร่อยเข้มข้น หอมกลิ่นใบชะพลู  เนื้อปูสดให้เยอะมาก

ดับความเผ็ดด้วยเมนูใบเหรียงผัดไข่ (100 บาท) และหมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ (150 บาท) คั่วได้แห้งดีมีรสเค็มนิดเผ็ดหน่อยรสชาติใช้ได้ แนะนำสำหรับใครที่ต้องการมาทานร้านนี้ให้จองและสั่งอาหารมาล่วงหน้า เพราะลูกค้าเยอะโดยเฉพาะลูกค้าทัวร์เที่ยวเบตง

แลผาหน้าถ้ำ ยะลา

ที่อยู่ : หมู่ที่ 1 9/9 ตำบล หน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา ยะลา 95000

เปิดให้บริการ : อังคาร – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 21:00 น.

โทรศัพท์ : 081 897 4471

 

66 baannaisuan

เที่ยวในตัวเมืองยะลาแบบพอหอมปากหอมคอ  ไปต่อยังจุดหมายต่อไป คืนแรกเราจะแวะพักริมเขื่อนบางลางกลางทะเลสาบฮาลาบาลา ยังมีที่พักชื่อว่า 66 baannaisuan (66 บ้านในสวน) ที่พักเพียงหนึ่งเดียวริมทะเลสาบให้พักผ่อนทั้งแบบบ้านแสนสบาย หรือสายชอบแคมป์อยากจะมากางเต้นท์ริมเขื่อนริมเขื่อนกับกลุ่มเพื่อน มีลานกางเต้นท์ รวมทั้งที่พักแบบเต้นท์ให้บริการด้วย ได้มาพักที่นี่เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง เป็นโลกส่วนตัว ที่มีแต่เงียบสงบท่ามกลางวิวภูเขาและผืนป่าเขียวขจี ตื่นเช้าสูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงธรรมชาติ ชมสายหมอกบางได้จากหน้าที่พัก

66 baannaisuan ( 66 บ้านในสวน) ตั้งอยู่ในเส้นทางก่อนถึงเบตง สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง เส้นทางแรก คือ รถยนต์ ในเส้นทางบ้านวังไทร  ให้ปักหมุดใน google maps ไปที่ “ บ้านวังไทร “   อย่าปักหมุด 66 Baanaisuan เพราะจะพาอีกเส้นทางที่ต้องข้ามเรือ มาถึงบ้านวังไทรแล้วค่อยปักหมุดไปที่บ้านในสวนต่อ ระยะทางเดินทางด้วยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าผ่านเส้นทางเขาคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 คือ เส้นทางเรือ สามารถขึ้นเรือท่าเรือตาพระยา แถวเขื่อนบางลาง แล้วใช้บริการเหมาเรือไปยังบ้านในสวน เส้นทางนี้ใกล้และใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 20 นาที แต่จะต้องเสียค่าเหมาเรือราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้ามาเป็นหมู่คณะสามารถหารค่าใช้จ่ายกันได้ โดยเรือจะไปส่งถึง 66 บ้านในสวน และอีกวันไปรับกลับและพาล่องเรือชมวิว เที่ยวเกาะทวดด้วย สำหรับเราเลือกการเดินทางโดยใช้เส้นทางเรือ เพราะอยากประหยัดเวลาในการเดินทาง และตั้งใจจะมาเที่ยวเกาะทวดไหว้บูเกี๊ยะในอีกวันหนึ่งก่อนกลับ

นั่งเรือมาแป๊บเดียวมาถึงบ้านในสวน ที่พักตั้งอยู่ริมทะเลสาบฮาลาบาลา ซึ่งอยู่ในเขื่อนบางลาง มีภูเขารายล้อมรอบทิศ หากมองจากภาพมุมสูงจะเห็นว่า ด้านหลังที่พักมีถนนตัดผ่านมาถึง ซึ่งหากเดินทางด้วยรถยนต์ก็จะมาในเส้นทางนี้ คดเคี้ยวผ่านภูเขามาสักหน่อย แต่ถ้ามาทางเรือ จะมาจอดลงตรงทุ่นทางเดินหน้าที่พักได้เลย

ที่นี่ให้บริการที่พัก 2 แบบ แบบแรกคือ บ้านหลังใหญ่ 2 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 3 ห้อง ชั้นล่าง 2 ห้อง ชั้นบนอีก 1 ห้อง ทุกห้องมีแอร์และห้องน้ำในตัวทั้งหมด พักได้ห้องละ 2 คน ราคาห้องละ 1200 บาท (ไม่มีอาหารเช้า) ราคาบ้านพักเหมาหลัง 7000 บาท (พักได้ไม่เกิน 20 ท่าน) ที่พักมีที่นอนเสริมให้ 20 ชุด  ที่นี่สัญญาณโทรศัพท์อ่อนมากจนเกือบใช้งานไม่ได้ แต่  มี free WiFi ของที่พักให้ใช้ที่ค่อนข้างเร็วค่ะ

ห้องพักชั้นล่าง ภายในห้องมีเตียงและแอร์ไม่ได้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างอื่น ประตูเป็นแบบกระจกที่มองเห็นวิวเขื่อนได้จากภายในห้อง ส่วนห้องน้ำกว้างมากเกือบเท่าห้องนอนและมีเครื่องทำน้ำอุ่น  ชั้นล่างมีที่นั่งพักผ่อนส่วนกลาง ทั้งโต๊ะกินข้าว โซฟา นั่งพักผ่อน มีทีวีและคาราโอเกะ สำหรับใช้ในกิจกรรมสันทนาการเป็นหมู่คณะ

ที่พักมีครัวพร้อมอุปกรณ์เครื่องครัวให้ครบ ทั้ง ตู้เย็น เตาแก๊ส หม้อหุ้งข้าว ถ้วย จาน ซ้อน ถ้วยกาแฟ หม้อต้มน้ำร้อน เตาปิ้งย่าง สามารถเตรียมวัตถุดิบมาทำอาหารได้ หรือหากไม่สะดวกในการทำอาหารเอง สามารถสั่งร้านอาหารในร้านอาหารหมู่บ้านใกล้ที่พัก เพื่อทำอาหารมาส่งให้ได้ โดยแจ้งทางที่พักล่วงหน้า

นอกจากบ้านพัก บริเวณสนามหญ้าใกล้ทะเลสาบ คือ ที่พักในรูปแบบเต้นท์พร้อมเครื่องนอน และพัดลม ไม่มีแอร์ ราคาเต้นท์เริ่มต้น 550-1000 บาท (ตามขนาดและจำนวนคน)  สามารถนำเต็นท์มากางแคมป์ปิ้งได้ หรือนำรถคาร์แคมป์มาจอดนอนได้ ค่าบริการท่านละ 150 บาท  มีห้องน้ำรวมให้ใช้ 4 ห้อง แยกชายหญิง

บรรยากาศการแคมป์ปิ้งริมทะเลสาบ ลูกค้าที่มาพักส่วนใหญ่ คือ คนในพื้นที่ มาจากเบตงบ้าง มาจากตัวเมืองยะลาบ้าง ถือโอกาสเปลี่ยนที่นอน ตั้งโต๊ะทำงานอาหาร พักผ่อน พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนอย่างสนุกสนานเฮฮา ทีนี่ยังมีเรือคายัค เรือแคนู เรือยืนพาย ให้บริการฟรีสำหรับลูกค้าที่มาพัก

อาหารมื้อค่ำมีทั้งที่เตรียมาเองโดยสั่งจากหลวงเปี๊ยกที่ให้บริการเรือนำเที่ยวเขื่อนบางลางให้จัดเตรียมให้ เน้นอาหารพื้นบ้าน  ทั้งน้ำพริก ปลากระโดดคั่วไข่เค็ม และมีอาหารที่สั่งมาจากร้านอาหารใกล้ที่พัก ทั้งแกงจืด ปลาทอด ผัดเผ็ดหมู่ป่า รสชาติอร่อยทุกอย่าง

 

วันที่สอง

ตื่นเช้ามาชมวิวภูเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด มองเห็นสายหมอกบางลอยคลอเคลียบริเวณทิวเขา ยามเช้าจะได้สัมผัสถึงความนิ่งเงียบสงบ เปลี่ยนภาพการเที่ยวยะลาให้รู้สึกว่า ไม่ได้มีแค่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง และอาหารขึ้นชื่ออย่างไก่เบตงและปลานิลสายน้ำไหล แต่ยังมีภาพของบรรยากาศริมเขื่อนที่มีวิวเขาสวย มีฟีลแคมปปิ้งเหมือนกับที่อื่นๆที่กำลังฮิตกันในตอนนี้

ได้เห็นภาพและได้ยินเสียงหัวเราะ พูดคุย ทำอาหารเช้า ของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ มีความสูขสนุกสนานกันไม่น้อย แถมยังแบ่งปันความสุขมาให้กับคนต่างถิ่นอย่างเรา ด้วยการทักทายพูดคุย เชิญมาทานอาหารเช้า ดื่มกาแฟด้วยกันอีกด้วย

ภายมุมสูงจากหน้าที่พักมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนบางลาง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าฮาลาบาลาที่มีความเขียวขจีมาก ยิ่งเห็นสายหมอกเข้ามาประกอบด้วยแล้ว กลายเป็นภาพที่เราค่อนข้างอเมซิ่งมาก ไม่คิดว่าจะได้เห็นในเช้านี้ สายหมอกบางที่เราเห็นอยู่นั้น อยู่บริเวณเกาะทวด ที่จะได้แวะก่อนกลับขึ้นฝั่ง ซึ่งเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวของเรือที่เหมามารับส่งที่พัก และนำเที่ยวเกาะทวดด้วย

จากที่พักเพียง 10 นาที มาถึง เกาะทวด เกาะน้ำจืดขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบฮาลา-บาลา กลางเขื่อนบางลาง เกาะทวด มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ทวดบูเกี๊ยะ เป็นที่นับถือของทั้งชาวบ้านและคนในพื้นที่และในละแวกใกล้เคียงโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย นิยมมาขอโชคลาภ ว่ากันว่าท่านใบ้หวยแม่นมาก จนคนมาเลย์หลายคนถูกหวยร่ำรวยและต้องมาแก้บนกันอยู่เนืองๆ จนเกิดเป็นกระแสบอกต่อเลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์

ไม่เพียงแต่ความศักดิ์สิทธ์เท่านั้น แต่บรรยากาศบนเกาะทวด ยังมีความเงียบสงบ ทิวทัศน์ที่สวยงาม มีภูเขารายล้อมรอบทิศ และลมพัดเย็นสบาย สามารถเดินเล่นชมวิวนั่งพักผ่อนได้

สำหรับการไหว้ขอพรทวดบูเกี๊ยะ มีดอกไม้และธูป กล่องประทัดวางวางอยู่บริเวณทางเดินเข้าศาล สามารถทำบุญได้ตามกำลังศรัทธา สำหรับประทัด จะจุดหรือไม่ก็ได้

บริเวณศาลมีพระพุทธรูปให้ไหว้พระก่อน จากนั้นมาไหว้ขอพรทวดบูเกี๊ยะ อยากขออยากบนอะไรท่าน ก็อธิษฐานขอพรไปตามความประสงค์ จะเรื่องงาน เรื่องเงิน ความรัก ถ้าได้ตามที่ขอไว้ อย่าลืมกลับมาแก้บนท่านด้วยนะคะ

หลังจากไหว้ทวดแล้ว ใครซื้อประทัดมาจุดแล้วรอดูเลข นำไปเสี่ยงดวงกันต่อได้ ชอบเลขไหนก็ตีเลขกันไปได้เลย

66 baannaisuan ที่พักริมเขื่อน ที่สร้างความสุข และความผ่อนคลาย ได้เป็นอย่างมาก ไม่ผิดหวังที่จองพักที่นี่ก่อนไปเที่ยวเบตง สำหรับใครที่มาเที่ยวเบตงสามารถแวะพักบ้านในสวนก่อนไปเบตงก็ได้ค่ะ ที่นี่จะอยู่ก่อนถึงเบตง  หรือจะแวะมาพักขากลับก็ได้ เพราะเป็นเส้นทางผ่าน ก็ได้เช่นกัน มาแล้วรับรองว่าประทับใจไม้ผิดหวังแน่นอน

66 baannaisuan

พิกัด  : ปักหมุดบ้านวังไทร ตำบลแม่หวาด  อำเภแธารโต จ ยะลา

ติดต่อสอบถามจองห้องพัก โทร: 0917803707 หรือสอบถามใน inbox page

Facebook :  Baannaisuan66/

ติดต่อเช่าเรือเพื่อมาส่งยังที่พักพร้อมนำเที่ยวเกาะทวด  

ติดต่อเรือเช่าเหมาลำที่บ้านตามพะเยา โทร 087-295 4736 (หลวงเปี๊ยก)

เรือเล็ก ไม่เกิน 5 คน ราคา  2000 บาท

เรือขนาดกลาง 1-10 คน  ราคา 4000 บาท  (หากเกินเพิ่มคนละ 400 บาท )

เรือนกเงือก 1-10 คน ราคา  4500 บาท  (หากเกินเพิ่มคนละ 500 บาท)

ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว

ได้เวลาเข้าไปยังตัวเมืองเบตงแล้ว จากเขื่อนบางลางใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง เข้าสู่เบตงแเริ่มทริปตระเวณกินยังร้านแรก ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว นอกจากมากินไก่เบตงเมนูขึ้นชื่อ ยังมีอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลรายใหญ่ในอันดับต้นของเบตง เลี้ยงด้วยระบบสายน้ำไหลตามธรรมชาติ โดยใช้น้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรี นอกจากจะเป็นฟาร์มเลี้ยงปลานิลส่งขายแล้ว ยังเป็นร้านอาหารที่เน้นใช้ปลานิลเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะเมนูเด็ดจิ้มจุ่ม และซาซิมิปลานิลที่สามารถนำมาทานแบบดิบได้ ทั้งรสชาติเนื้อปลาที่หวาน รวมถึงขั้นตอนการทำปลาดิบแบบญี่ปุ่นเป๊ะ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ลืมรสชาติรสชาติปลานิลแบบเดิมที่เคยกินไปได้เลย

ร้านอาหาร ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว  ตั้งอยู่ออกมานอกเมืองเบตง ท่ามกลาบหุบเขาในเส้นทางเดียวกับสวนดอกไม้หมื่นบุปผา หลังจากแวะเที่ยวยังที่ต่างๆแล้ว สามารถแวะมาทานอาหารที่ร้านนี้ได้ หากมาในช่วงเวลาเที่ยง ควรจองโต๊ะก่อนล่วงหน้า เพราะลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าของทัวร์เยอะมาก ถ้าไม่จองอาจอดทาน หรืออาจต้องรอนาน ไม่แนะนำให้ walk in  มาถึงร้านด้านหน้า คือ ฟาร์มเลี้ยงปลานิล ที่เปิดให้เข้าไปชมได้  ปลานิล เป็นปลาที่คุ้นเคยทานกันอยู่บ่อย แต่ทำไมกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของเบตงไปได้ เพราะปลานิลมีลักษณะพิเศษ เลี้ยงในสายน้ำไหลเย็นจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ทำให้เนื้อปลามีไขมันแทรกเนื้อจึงนุ่ม ประกอบกับปลาได้ว่ายทวนสายน้ำทำให้เนื้อแน่น และสายน้ำที่ไหลผ่านตัวปลาทำให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน รสชาติปลานิลเบตงเนื้อปลาจึงมีความหวาน จึงสามารถนำมาทำเป็นซาซึมิได้ แถมขนาดยังใหญ่มากเท่ากับปลาแซลมอน แม้แต่ไซส์เล็กขนาดเท่ากับปลาตัวในตลาดที่เราเคยซื้อทาน 3 ตัว รวมกัน

ภายในร้านกว้างขวางเป็นแบบโอเพ่นแอร์ทั้งหมด มีที่นั่งรองรับหลายโต๊ะ รวมทั้งที่นั่งติดกับลำธารที่อยู่ถัดลงไป 

เมนูอาหารของร้าน นอกจากปลานิลที่เป็นเมนูเด็ดยืนหนึ่งแล้ว ยังมีอาหารประจำถิ่นของเบตง อย่างผักน้ำ ลูกชิ้นแคระที่นำมาทำเป็นเมนูต่างๆ  สำหรับปลานิล 1 ตัว size เล็ก สามารถนำมาทำเซ็ทจิ้มจุ่มเซ็ทเล็ก และปลานิลซาซึมิได้ด้วย ปลานิลขนาดเริ่มต้น 450 บาท น้ำหนัก 1.3-1.5 (ไซส์เล็ก) 1.6-2.2 กิโล ราคา 550 บาท 2.5-3 กิโลราคา 550 บาท สามารถนำมาทำได้ 2 เมนู คือ คือ  จิ้มจุ่มปลานิลและปลานิลซาซึมิ

ก่อนปลานิลจะมาเสิร์ฟ สั่งเมนูเรียกน้ำย่อย ขลุ่ยปลานิล แป้งม้วนบางทอดมากรอบมากพันด้วยสาหร่าย ข้างในสอดไส้ปลานิลบดที่คลุกกับเครื่องเทศหอมมาก ทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน คล้ายปอเปี๊ยะ ติดใจรสชาติ ทานเพลินมาก เป็นอีกหนึ่งเมนูอร่อยของร้านที่ต้องสั่ง

เราสั่งปลาไซส์เล็กยังเยอะมาก ทานได้ 2-3 คน เพราะตามที่บอกขนาดปลานิลเบตง 1 ตัว ใหญ่มาก มาทำแค่ 2 เมนู แบบเน้นๆ คือ ชาบูกับปลาดิบ ไม่ใช่เพียงแต่วิธีการเลี้ยงที่พิถีพิถันเท่านั้น กรรมวิธีการนำปลานิลมาทำเป็นอาหารทั้งซาซิมิและชาบู ใช้ศิลปะทำปลาแบบอิเคจิเมะของญี่ปุ่น ตั้งแต่การรีดเลือดปลา จากนั้นนำมาบ่มเกลือ จนได้เนื้อที่ปลาสีขาวละมุน เนื้อปลาแน่น รสชาติหวาน และยังคงความสดไว้ได้นาน จิ้มกับซอสวาซาบิ มีความฟินมาก ทานหมดอย่างรวดเร็ว

ส่วนชาบูปลานิลอร่อยไม่แพ้กัน เนื้อปลาแล่แบบบางทานคู่กับผัก และน้ำจิ้ม 3 แบบ ทั้ง น้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว และซีฟู้ด และปลานิลซาซิมิ ซุปหวานกลมกล่อม ใส่ผักลงไป ลวกเนื้อปลาพอสุก ทานน้ำจิ้มทั้งสามแบบที่รสชาติดีช่วยเสริมรสชาติของเนื้อปลาให้อร่อยยิ่งขึ้น อร่อยแบบที่สามารถกินคนเดียวได้ 1 ตัวใหญ่ๆ และถ้าสั่งมาอีกก็กินได้อีก  ราคาอาหารทั้งหมดจ่ายแค่ 700 กว่าบาทเท่านั้นถือว่าไม่แพง  ปลานิลสายน้ำไหล คือ อีกหนึ่งมิติของการการทานปลานิล ที่เปลี่ยนความรู้สึกและรสชาติของการทานปลานิลที่เคยกินไปแบบตลอดกาล

ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว

ที่อยู่:  138/2 ตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา (เส้นทางเดียวกับสวนหมื่นบุปผา)

เปิดให้บริการ : ทุกวัน 10:00 น. – 18:00 น.

โทร 095 094 6153 ,097 226 7485

โมเดิร์นไทย

อิ่มท้องแล้วได้เวลาเข้าที่ในตัวเมืองเบตง เราเลือกพักที่ โมเดิร์นไทย ที่พักตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบตงใกล้กับหอนาฬิกา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ สตรีทอาร์ทเบตง ที่พักสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ในราคาหลักร้อย เราพักห้องแบบดีลักซ์คืนละ 800 บาท เท่านั้น 

สตรีทอาร์ทเบตง

หลังจากพักผ่อนในที่พักแล้ว 4 โมงเย็น ออกมาเดินเล่นถ่ายภาพสตรีทอาร์ต จากโรงแรมโมเดิร์นไทยสามารถเดินไปได้เลย ภาพจะวาดอยู่ตามผนังอาคารบ้านเรือน ในตรอกซอกซอย ให้ได้แวะแชะถ่ายภาพ ครีเอทท่ากันอย่างสนุกสนาน ที่สะท้อนเรื่องราวและวิถีชีวิตของความเป็นเบตง แถมยังเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้มาเยือนกับเจ้าของบ้านผู้เป็นเจ้าของเรื่องเล่าบนผนังบ้านที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย   ช่วยแต่งแต้มสีสันให้เมืองเบตงมีบรรยากาศน่ารักสดใส และน่าเที่ยวมากขึ้น

ใกล้กับซอยข้างโรงแรมทมีสตรีทอาร์ตหลายภาพ เริ่มจากซอยเล็กๆ ที่อยู่ทางฝั่งซ้าย ที่เป็นร้านรถเข็นขายอาหารของกินต่างๆ ซอยนี้จะเจอกับภาพวาดและบรรยากาศน่ารักของคนเบตงรุ่นเดอะมานั่งดื่มกาแฟเสวนากันแบบนี้ 

เดินมาเรื่อยๆ ผ่านถนนเล็กระหว่างทางขนาบข้างด้ยบ้านเรือนของชาวบ้าน จะเจอกับภาพสตรีทอาร์ทกลุ่มใหญ่ที่อยู่ใกล้กันทั้งหมด เริ่มจากภาพไฮไลท์ ยิ้มสยาม ที่มีรูปของอากง อาม่า เจ้าของบ้าน รวมทั้งชาวเบตง หลากหลายวัย ทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม ที่อาศัยอยู่ที่เบตงจริงๆ สังเกตุว่าจะมีชื่อของคนนั้นไว้ที่ภาพด้วย เห็นภาพนี้ คือ น่ารักมาก สร้างรอยยิ้มให้ตามชื่อของภาพเลยค่ะ 

ภาพนี่เราจะได้รู้จัก กับอาหารขึ้นชื่อของเมืองเบตงทุกอย่าง ที่มารวมกันอยู่ตรงนี้  ทั้งไก่สับเบตง ผัดหมี่เบตง ปลานิลสายน้ำไหล เฉาก๊วย เป็นภาพที่วาดได้น่ารักมาก 

ภาพรถสวน ที่อยู่ติดกับโรงซีอิ๊ว เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางในอดีตของคนเบตง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้าเกษตร การเดินทางไปมาหาสู่ รวมทั้งการไปโรงเรียนตอนเช้าๆ ในภาพก็จะเห็นเด็กแต่งชุดนักเรียนขึ้นเต็มรถ เป็นรถสิบล้อคันใหญ่ เป็นภาพที่คนเบตงได้ย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต 

ภาพนักบาสบนผนังบ้านไม้เก่าสุดคลาสสิค  เป็นภาพนักบาส 2 คน อายุ 70-80 ปี  บาสเก็ตบอล คือ กีฬาในเบตงที่ดังมาก รางวัลที่ได้ คือ ถ้วยทองคำหนักถึง 50 บาท ของนักบาสหญิงที่ได้มาจากการแข่งขันกับจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งถ้วยนี้ได้ถูกนำไปขายแล้วนำเงินบางส่วนเอาไปทำกิจกรรมในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ ภาพนี้ จึง สื่อถึงอีกหนึ่งความหมายคือ ความเสียสละและกตัญญู  

ภาพนกเงือก สัญลักษณ์ของผืนป่าฮาลาบาลา และภาพหญิงสาวชาวจีนและมังกร ที่วาดได้อ่อนช้อยมาก 

สุดซอยของภาพถนนในกลุ่มนี้ คือ ข้ามถนนมาจะเจอกับภาพนี้จะเจอภาพไก่เบตง และข้ามถนนไป คือ ภาพรถเข็นขายของของอาเป๊ะ และทุเรียนมูซานคิง ทุเรียนพันธุ์ดังขึ้นชื่อของเบตง 

 

Street food ใกล้หอนาฬิกา 


พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง สำหรับใครที่มาเที่ยวเบตง นอกจากกินอาหารในร้านอาหารที่ขึ้นชื่อแล้ว ให้แวะมาเดินเล่นชมบรรยากาศของแสงสียามค่ำคืนจากแสงไฟหลากสีสันที่ส่องสว่าง พร้อมไปกับหาของอร่อยทานแบบง่ายๆ ยังร้านอาหารแบบรถเข็น หรือ Street food ใกล้หอนาฬิกา จะเริ่มคึกคักในช่วงเย็นถึงค่ำ ร้านรถเข็นต่างๆ เริ่มออกมาตั้งหลาย มีอาหารมากมายให้เลือกทาน ทั้งก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด  น้ำปั้น ผลไม้  และเมนูไฮไลท์แห่งหอนาฬิกา ที่ขายหลายร้าน ทั้งน้ำเต้าหู้ โรตี  ปาท่องโก๋ 

ร้านแรกที่อยากแนะนำมาก เดินผ่านไปมาอยู่หลายรอบ แต่ที่นั่งในร้านเต็มตลอด เลยไม่ได้แวะสักที โดยส่วนตัวเป็นของที่ชอบกินหอยทอดมาก และร้านหอยทอดอร่อยหากินได้ยากมาก ส่วนใหญ่ทอดมาแบบมันเยิ้มบ้าง ไม่กรอบบ้าง น้ำจิ้มไม่อร่อยบ้าง มาเจอร้านนี่ที่เบตงบอกเลยว่าอร่อยมากค่ะ หอยทอดแป้งกรอบมาก ประกอบกับน้ำจิ้มรสชาติที่ปรุงอย่างดี เปรี้ยวลงตัว ทานกับหอยทอด คือ ที่สุด ปักหมุดไว้ร้านนี้อร่อยจริงอยู่ในซอยข้างโรงแรมโมเดิร์นไทย 

ติดกับร้านผัดไทย คือ ร้านขายน้ำเต้าหู้  และร้านขายเต้าฮวย ตอนแรกสั่งแค่เต้าฮวยมาทานอย่างเดียว แต่พอกินเต้าฮวย โอ้โห้ เต้าหู้ที่ใส่ใส่ในเต้าฮวยเนื้อนุ่มหอมมาก น้ำขิงก็ไม่เผ็ดร้อนจนเกิน เติมความหวานมากำลังดี อนุมานว่า น้ำเต้าหู้ต้องอร่อยแน่ๆ เลยสั่งน้ำเต้าหู้มากินอีกแก้วหนึ่ง ก็อร่อยจริงค่ะ ปักหมุดต่อจากร้านผัดไทยเพราะอยู่ติดกัน 

นอกจาก 2 ร้าน ที่ได้ลองทานแล้วติดใจแล้ว ยังมีร้านอาหารในตรอกซอกซอย ที่สามารถเดินไปแวะซื้อ แวะกินได้อีก แถมไฟประดับก็ส่องสว่างสวยงาม ร้านที่เห็นมีเยอะมาก คือ โรตี กับปาท่องโก๋ ต้องมากินค่ะ ร้านไหนก็เลือกเลยตามใจชอบ  

ซอยนี้บรรยากาศคล้ายเดินหาของกินใน street food ของเยาวราชหรือในเมืองจีนมาก มีคงามอบอุ่นจากแสงไฟ และมีภาพสตรีทฮาร์ตสวยๆ ริมกำแพงประกอบกันด้วย 

เดินมาจบที่อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกในประเทศไทย  ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับปรุงใหม่ให้สวยงามและทันสมัยกว่าเดิมมาก  ระหว่างทางเดินไปอุโมงค์ยังคงมีร้านอาหาร ร้านกาแฟให้แวะตลอด  เบตง เป็นเมืองเล็กๆที่มีความน่ารักในทุกซอกทุกมุม บางครั้งไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพงๆเพื่อทานอาหารราคาแพง แต่อาหารราคาหลักสิบก็อร่อยได้ค่ะ มาเที่ยวเบตงครั้งนี้ ค่อนข้างประทับใจกับอาหารริมทางมากกว่าร้านขึ้นชื่อที่ราคาสูง รู้สึกว่าพลาดมาก ที่ไม่ได้มาทานตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเที่ยวเบตง 

วันที่สาม

ภูนภาแคมปิ้ง

วันที่สามตื่นแต่เช้าเพื่อไปยัง ภูนภาแคมปิ้ง ลานกางเต้นท์และที่พักในสไตล์แคมป์ปิ้ง ที่สามารถเห็นวิวภูเขาและสายหมอกได้แบบสุดปัง ทะเลหมอกแบบเดียวกับยอดเขาฆูนุงซีลีปัต จุดชมทะเลหมอกขึ้นชื่อแห่งเบตง  เพียงแต่ที่นี่ไม่ต้องพิชิตยอดเขาให้เหนื่อย แค่ตื่นเช้าออกมาจากเต้นท์ที่พักก็สามารถเห็นทะเลหมอกได้แบบสวยงาม  หรือหากใครไม่ได้ถนัดแนวนอนเต้นท์หรือแคมป์ แต่ต้องการมาชมวิวหน้าที่พักแบบเรา หรือพิชิตยอดฆูนุงซีลีปัตสามารถมาขึ้นทางภูนภาได้ค่อนข้างสะดวกว่าเส้นทางอื่น โดยอุดหนุนอาหารเช้า หรือใช้บริการคนนำทางจากที่พักได้โดยให้ติดต่อล่วงหน้า

การเดินทางมายังภูนภาแคมปิ้ง เป็นเส้นทางคอนกรีตแคบนิดนึงแต่ไม่ชัน รถทุกชนิดสามารถมาถึงได้ ทั้งรถเก๋ง รถมอเตอร์ไซต์ สำหรับที่นี่ให้บริการลานกางเต้นท์ รวมทั้งเต้นท์ที่พักหลายหลัง บริวารหน้าที่พัก คือ ทิวเขาเดียวกับฆูนุงซีลีปัต ที่เรียงรายเหมือนภาพวาด ยามเช้าสามารถมองเห็นทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นได้จากที่พัก แต่เสียดายวันที่แวะไป พายุเข้าฝนตกตลอด ทำให้เห็นหมอกค่อนข้างน้อย ถ้ามาวันที่อากาศปลอดโปร่งจะสวยกว่านี้มาก

หากใครไม่มีเต้นท์ สามารถเช่าเต้นท์ได้ค่าบริการจันทร์-พฤหัส  600/หลัง/2คน  ศุกร์-อาทิตย์  800/หลัง/2คน ภายในเต้นท์มีฟูก หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ให้พร้อม สำหรับใครนำเต้นท์มาเอง คิดค่าบริการ 200 บาท/คน ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม จากจุดกางเต้นท์มองออกไปจะมองเห็นยอดฆูนุงซีลีปัตอยู่ใกล้แค่เอื้อม สำหรับใครที่คิดว่าเดินขึ้นไม่ไหว สามารถชมหมอกจากหน้าที่พัก

เต้นท์ของภูนภาอยู่คนละจุดกับลานกางเต้นท์ซึ่งอยู่ข้างล่าง โดยจะอยู่สูงขึ้นไปอีกทำให้มองเห็นวิวได้แบบกว้างมากขึ้น หน้าเต้นท์มีที่นั่งชมวิวทุกหลัง  รวมทั้งยังมีการจัดทำเบียงส่วนกลาง ที่อยู่สูงขึ้นไปอีก สำหรับชมวิวทะเลหมอกได้สวยขึ้น อาหารมีให้บริการโดยต้องสั่งล่วงหน้า มื้อค่ำมีบริการชุดหมูไก่กระทะ หรือปลานิลเผาพร้อมชุดผัก ชุดละ 400 บาท ชุดหนึ่งทานได้ 2 ท่าน  อาหารเช้ามีให้เลือก 2 แบบ แบบแรก ชุดไข่กระทะ ไส้กรอก ขนมปัง พร้อมเครื่องดื่มชา กาแฟ ท่านละ 100 บาท อีกหนึ่งเซตเป็นอาหารพื้นเมืองเบตง จซาลาเปาไส้หมูซึ่งใช้น้ำซีอิ้วสูตรเฉพาะของเบตง ก๋วยเตี๋ยวขาวทานกับกระดูกหมู ข้าวเหนียวไก่ ขนมจีบกุ้ง พร้อมเครื่องดื่มชากาแฟ คนละ 200 บาท

ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ มีแค่เพียงหมอกฝนลอยมาเป็นระยะ นั่งดริปกาแฟจิบอุ่นๆซะเลย ชุดกาแฟเตรียมมาเองนะคะ  หรือหากใครไม่ได้เตรียมอะไรมา อยากจิบชาอุ่น ที่ภูนภา มีชารสดีขาย ผสมสมุนไพรหลากหลายชนิด  กลิ่นชาหอมละมุน ดื่มแล้วสดชื่น ขายซองละ 35 บาท เท่านั้น ลองจิบแล้วติดใจถึงกับซื้อกลับบ้าน

ที่นี่จะมองเห็นยอดของฆูนุงซีลีปัตอยู่ไม่ไกล ระยะทางเดินจากภูนภา ห่างจากยอดเขาประมาณ1 ก.ม. ใช้เวลาเดินทั้งหมด 40 นาที ระหว่างทางนั้นมีทางชันไปช่วงที่พอจะเดินได้แม้คนสูงอายุก็เดินได้ค่ะ เพียงแต่เส้นทางจะพีคในช่วง 200 เมตรสุดท้าย ที่ชันมากแต่มีเชือกให้จับในช่วงที่มีทางลาดชันตลอดเส้นทาง นำภาพของทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต ที่เคยไปมาก่อนหน้านี้ ในสภาพอากาศปลอดโปร่งและแสงสวยงามมาให้ชมกันค่ะ ซึ่งถ้าสภาพอากาศดีๆ แสงและทะเลหมอกที่เห็นจากภูนภาก็จะคล้ายกัน

ถ้ามาถึงที่นี่แล้ว แนะนำว่าสักครั้งควรมาพิชิต ฆูนุงซิลิปัต เพราะสวยมากคุ้มค่ากับการปีนเขาขึ้นมาจริงๆ

ภูนภาแคมปิ้ง เบตง

ที่อยู่ : 64  64/1 หมู่ 6, ตำบล ตะเนาะแมเราะ อำเภอเบตง ยะลา 95110

ค่าบริการ

ค่าบริการจันทร์-พฤหัส  600/หลัง/2คน  ศุกร์-อาทิตย์  800/หลัง/2คน

อาหารเช้า

100บาท /ชุด / คน (อาหารเช้าสไตล์อเมริกัน)

200บาท /ชุด / คน (อาหารพื้นเมืองเบตง) 

อาหารเย็น

ชุดหมูไก่กระทะ หรือปลานิลเผาพร้อมชุดผัก ชุดละ 400 บาท

โทร 086 968 2055 081 093 3124

Facebook : PunapaGunungSilipat

ไทยซีฮี้

กลับเข้าตัวเมืองเบตง มากินอาหารเช้าที่ร้านติ่มซำชื่อดัง ไทยซีฮี้  ร้านนี้มีนักท่องเที่ยวมาทานกันเยอะมาก อีกร้าน คือ ร้านสุจินต์โภชนาที่เสียงลืว่าอร่อยมากแต่เราไม่ได้แวะไป แวะมาร้านนี้ ไทยซีฮี้ เป็นร้านขายอาหารเช้าสไตล์จีนเน้นที่เมนูติ่มซำที่มาหลายแบบ สำหรับติ่มซำโดยส่วนตัว รสชาติปานกลาง แต่เมนูเด็ดขึ้นชื่อ ที่ต้องสั่งของร้านนี้ คือ ก๋วยเตี๋ยวขาว ที่สามารถทานแบบไม่ต้องใส่อะไรได้เลยก็รสชาติดีค่ะ เส้นนุ่มดี แต่ถ้าทานกับกระดูกหมุตุ๋นที่สั่งมาเพิ่มราดน้ำซุป คือ อร่อยมาก 

หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 10 

ออกนอกเมืองเบตงมาเดินอาบป่าฮาลาบาลา สูดอากาศบริสุทธิ์ ชมต้นไม้ยักษ์ ที่ หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา10  ตำบลอัยเยอร์เวง  อำเภอเบตง จังหวัดยะลา  ในอดีตเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา จากการที่พรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธและสลายกองทัพออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยตามข้อตกลงลงนามสัญญาสันติภาพ 3 ฝ่าย จึงได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ผสมผสานกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ได้พักผ่อนหย่อนใจกับธรรมชาติแล้ว  อาทิ ผืนป่าฮาลา-บาลา ต้นกำเนิดแม่น้ำปัตตานี ต้นไม้พันปีหรือ ต้นสมพง ป็นแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์การเมืองในอดีตที่น่าสนใจ และควรค่าแก่การอนุรักษ์ตามคอนเซ็ปต์  “รำลึกประวัติศาสตร์ กลับคืนสู่ธรรมชาติ”

มาเที่ยวเบตงนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้จักแต่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ต้องนั่งเรือและเดินเท้าเข้าไปกลางป่า หรืออาจขับรถส่วนตัวไปแต่หนทางค่อนข้างไกล ขึ้นเขาคดเคี้ยว การนั่งเรือจึงช่วยประหยัดเวลาและเป็นที่นิยมมากกว่า แต่ถ้าไม่อยากใช้เวลาเดินทางนาน อยากสัมผัสความเขียวขจีของผืนป่าฮาลาบาลา และต้นสมพงษ์ยักษ์ สามารถมาเที่ยวได้และชมกันอีกจุดหนึ่งที่ หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา10 เดินทางค่อนข้างสะดวกกว่าจากตัวเมืองเบตงใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

เมื่อมาถึงแล้วให้ติดต่อยังที่ทำการหมู่บ้านตามภาพ เพื่อติดต่อคนนำทางเข้าไปเยี่ยมชมผืนป่าฮาลาบาลา ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 500 เมตร โดยนักท่องเที่ยวสามารถชำระค่าบำรุงชุมชนคนละ 50 บาท บรรยากาศภายในหมู่บ้านเงียบสงบและสดชื่นมาก

ที่นี่ยังมีที่พักเป็นรีสอร์ทชุมชนในราคาย่อมเยาให้บริการ รวมทั้งยังมีอาหารท้องถิ่นทั้ง ไก่เก้าชั่ง หน่อไม่ไผ่บาง  ผัดผักน้ำ และผัดหมี่เบตง รสเด็ดฝีมือเชฟชุมชน ซึ่งหากใครต้องการมาทานอาหารสามารถแจ้งทางชุมชนบล่วงหน้าให้จัดเตรียมไว้

พี่คนนำทาง ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านนำทางเราไปยังเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เป็นทางปูนตลอด ค่อนข้างสะดวกในการเดิน ตลอดเส้นทางนอกจากจะได้สัมผัสถึงความสดชื่นเขียวขจีของผืนป่าฮาลาบาลา และเสียงลำธารไหลแล้ว  ยังได้เยี่ยมชมค่ายคอมมิวนิสต์จำลองศึกษาความเป็นอยู่ของคอมมิวนิสต์มาลายาในสมัยนั้นทั้งอาคารบัญชาการ ศาลาเอนกประสงค์

 

มาถึงลำธารกลางป่าใสมากลำธารนี้ คือ ต้นกำเนิดของเม่น้ำปัตตานี ที่มีต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาสันกาลาคีรี ผ่านเขื่อนบางลาง ผ่านจังหวัดปัตตานีและสิ้นสุดที่อำเภอเมืองปัตตานี 

เดินไม่นานมาถึงจุดไฮไลท์ ต้นสมพงยักษ์  ต้นไม้เก่าแก่ที่มีอายุนับพันปี ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยความกว้างที่เคยวัดได้ ต้องใช้คนกว่าสามสิบแปดคน กางแขนจับมือกัน จึงจะล้อมรอบต้นไม้ต้นนี้ได้ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำจากผืนป่าฮาลาบาลาแห่งนี้

ปิดท้ายกันที่เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จุฬาภรณ์พัฒนา10 มีการจัดแสดงภาพถ่ายและเนื้อหาในสมัยช่วงสงคราม ภาพถ่ายผู้นำและคณะกรรมการ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ภาพบันทึกการให้ความร่วมมือในการสนับสนุนของชาวบ้านในท้องถิ่นสมัยสงคราม สิ่งของเครื่องใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ที่เก็บเสบียงภูมิปัญญา เครื่องดนตรี เครื่องมือแพทย์ รวมถึงสิ่งของสร้างความบันเทิง อย่างเช่น ทีวี วิทยุ

หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10  

ตำบล อัยเยอร์เวง อำเภอเบตง ยะลา 95110

โทร 073 263 037 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

โทร 084 718 539  ผู้ประสานงาน

Facebook : peacevillage10

น้ำแข็งใสร้านเหลือง 

กลับเข้าเมืองเบตง หลังจากไปเดินอาบป่า ก็แวะมาพักหาอะไรเย็นๆทานให้สดชื่น ที่ น้ำแข็งใสร้านเหลือง ร้านน้ำแข็งใสในตำนานขายมากว่า 20 ปี เป็นน้ำแข็งใสที่เหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ความเด็ดที่ไม่เหมือนใคร คือ น้ำเชื่อมใช้น้ำตาลอ้อยสีเข้มคล้ายคาราเมล กลิ่นหอม ราดลงบนน้ำแข็ง ไม่ได้ใช้น้ำเฮลบลูบอยหรือน้ำหวานที่ชอบใส่กัน ต่อด้วยราดน้ำกะทิ ที่ให้ความเค็มมัน ไม่ใช้นมข้น ทำให้น้ำแข็งใสถ้วยนี้มีทั้งความหวาน เค็ม มัน ลงตัวมาก 

ตัวร้านเป็นตึกแถวที่ตั้งอยู่ริมถนนในซอยกลางเมืองเบตง  สามารถจอดรถริมซอยได้เลย ร้านสีเหลือเป็นบ้านเ่ก่าแบบโบราณ ตกแต่งแบบวินเทจนิดๆ เป็นแบบโอเพ่นแอร์ มีโต๊ะนั่งหลายโต๊ทั้งภายในร้านและสวนข้างนอก บรรยากาศเย็นสบายร่มรื่น 

ราคาถ้วยละ 20บาท สามารถเลือกใส่ได้ ทั้ง ลอดช่อง ซาหริ่ม ขนมปัง ลูกจาก ฟัก สับปะรด ทับทิม มัน เฉาก๊วย ถั่ว เดือย โพด เครื่องแน่นมาก 

ใส่เครื่องตามพึงพอใจ จากนั้นก็บดน้ำแข็งใส่ลงไป ราดด้วยน้ำตาลอ้อยมีเข้ม  ที่นี่จะไม่ได้ใส่นมข้นเหมือนที่เราเคยกินค่ะ แต่จะราดนำ้กะทิแทน ที่ทำให้เวลากินมีรสชาติ ความเค็มมันและหอมกะทิเพิ่มเข้าไปด้วย 

ไม่น่าเชื่อว่าน้ำแข็งใสธรรมดาถ้วยนี้ จะสามารถทำให้คนที่ไม่ชอบกินน้ำแข็งใสอย่างเรา กินไปเกือบหมด จนแทบจะยกซดเลยทีเดียว ถ้าไม่ติดต้องเก็บท้องไปกินร้านอื่นต่อ เบิ้ลอีกถ้วยแน่ๆ น้องที่มาด้วยกันบอกว่าปกติพานักท่องเที่ยวมากิน ส่วนใหญ่จะกิน 2 ถ้วย เกือบทุกคน กินแล้วเย็นๆ สดชื่นมาก

น้ำแข็งใสร้านเหลือง

พิกัด : 22 ถนนตัณฑ์วีระ ซอย5 อำเภอเบตง ยะลา 95110

เวลาเปิดร้าน :  ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 22:00 น.

โทร : 086 296 9588

ร้านบ้านคุณชาย 

มาถึงอาหารมื้อเย็นที่ ร้านอาหารบ้านคุณชาย ร้านอาหารชื่อดังที่มีเมนูอาหารในระดับพรีเมี่ยมและขึ้นชื่อของเบตงรวมอยู่ที่นี่ ทั้งไก่สับเบตง เมนูยอดฮิต ที่มีชื่อเสียงคู่บ้านคู่เมืองมานาน ได้ชื่อว่าเอร็ดอร่อยกว่าไก่สายพันธุ์อื่น มีอีกหนึ่งเมนูที่ได้มีได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ใจดี ที่อยากให้ลองทาน นั่นคือ ปลาพวงชมพู อีกหนึ่งของดีขึ้นชื่อของเบตง เป็นปลาที่สามารถทานได้ทั้งเกล็ด บอกราคาคือ อึ่งกิโลกรัมละ 3500 บาท 1 ตัวตกราคา 7000 บาท แพงมากค่ะ ได้ลองชิมรสชาติเนื้อปลาก็นุ่มดีคล้ายปลาสำลี ไม่ใช่ไม่อร่อยแต่ติดที่ราคาสูงไปนิดนึง ขอกลับไปกินปลานิลสายน้ำไหลสุดที่รักน่าจะคุ้มค่ากว่า แต่ถ้ามีเงินเหลือเฟือ อยากลองปลาตัวละ 7000 ถึงหนึ่งหมื่นบาท ก็จัดไปค่ะ 

 

วันที่สี่

ก๋วยเตี๋ยวหลอดลิ้นชัก 

วันสุดท้ายของการเที่ยวเบตงตื่นแต่เช้า เพื่อรอไปเที่ยว ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง แต่ก่อนไป แวะมาซื้อก๋วยเตี๋ยวหลอดร้านนี้ก่อน ก๋วยเตี๋ยวหลอดลิ้นชัก ร้านในตำนานหนึ่งเดียวในเบตงอีกร้าน ที่ไม่อยากให้พลาดค่ะ ซื้อใส่กล่องไปทานหลังจากชมทะเลหมอกเสร็จแล้ว ก๋วยเตี๋ยวหลอดลิ้นชัก น่ารักมากดึงลิ้นชักออกมา แล้วทาน้ำมัน เทน้ำแป้งให้ทั่ว ใส่เครื่องที่เป็นมันแกวผัดกับหมูสับโรยหอมซอย แล้วเอาใส่กลับลิ้นชักนึ่งไม่นาน ก็ดึงออกมาปาดใส่จาน เทน้ำราดสีดำเข้ม รสชาติหวานเค็มอร่อยมากค่ะ และอีกหนึ่งอย่างที่ต้องซื้อคือ ซาลาเปาทอดสอดไส้งา ปกติไม่ชอบทานขนมพื้นบ้านกันแต่พอได้ลองกินร้านนี้โห แป้งกรอบข้างในสอดใส่งาดำแบบจัดเต็ม อร่อยเว่อ ซื้อติดกลับมาทานด้วยเอาไว้ถึงเย็นยังอร่อยอยู่ค่ะ อเมซิ่งมากสำหรับขนมอันนี้  พิกัดอยู่ในซอยเล็กๆติดกับโบสถ์คริสต์ ขายเฉพาะเวลาเช้า 

ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

ปักหมุดมาที่จุดหมายสุดท้ายในวันกลับ ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง  จุดชมวิวทะเลหมอกยอดฮิตของเบตงที่เดินทางสะดวกรถถึง และมีทะเลหมอกให้ชมตลอดทั้งปี ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง  ไฮไลท์ของทะเลหมอกอัยเยอร์เวง คือ สกายวอล์คสูงจำนวน 6 ชั้น ที่สามารถชมวิวทะเลหมอกในมุมสูงเหมือนกำลังยืนเหนือทะเลหมอก และขุนเขาเขียวที่เรียงรายสลับซับซ้อน มีทางเดินลอยฟ้าทอดยาวไปจนสุดระเบียงกระจกวงกลมที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงามแปลกตา 

ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง   ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเบตง ประมาณ 40 กิโลเมตร  สำหรับการเดินทางมาที่นี่เมื่อมาถึงจุดชมวิว รถทุกชนิดต้องจอดไว้บริเวณลานจอดรถ ไม่อนุญาติให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปบริเวณสกายวอลค์เพราะมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จากนั้นใช้บริการรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง หรือรถสองแถวขึ้นไปยังสกายวอลค์ ราคาคนละ 30 บาท แล้วแต่จะเลือกว่าจะโดยสารรถแบบไหน  รถสองแถวรอคนเต็มถึงจะออก ถ้ามาเป็นหมู่คณะรถสองแถวจะเหมาะกว่า  แต่ถ้ามาจำนวนไม่เยอะมอเตอร์ไซต์จะรวดเร็วเพราะไม่ต้องรอให้คนเต็ม ราคาเท่ากัน จากลานจอดรถนั่งรถขึ้นไปไม่ถึง 5 นาที ใกล้มาก 

สำหรับช่วงเวลามาชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นประมาณ 6.00.6.30 น.แต่หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ทะเลหมอกยังคงอยู่ไปจนถึงเกือบ 8 โมง เมื่อมาถึงสกายวอลค์ เข้าไปข้างในเพื่อชำระเงินค่ารองเท้าผ้า สำหรับเดินบนพื้นกระจก คู่ละ 30 บาท หรือหากไม่รับรองเท้าผ้าสามารถถอดรองเท้าฝากไว้ในล๊อคเกอร์(ไม่มีค่าใช้จ่าย) แล้วเดินด้วยเท้าเปล่าไม่อนุญาติให้ใส่รองเท้าเข้าไป จากนั้นกดลิฟท์ไปยังชั้นต่างๆ ได้เลย มีรถเข็นให้บริการสำหรับผู้สูงอายุด้วย 

สกายวอล์คเป็นหอคอยสูง มีทั้งหมด 6 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นที่มีทางเดินทอดยาวไปยังระเบียงวงกลม ส่วนชั้น 4-6 เป็นจุดชมวิวแบบสี่เหลี่ยมที่มีที่กระจกยกสูงเป็นระเบียงชมวิวสำหรับกันไม่ให้ตกลงไป 

จะเลือกไปยังชั้นไหนก็ได้ แต่แนะนำให้ขึ้นมาชั้น 6 ก่อน เพราะเป็นจุดชมวิวสูงสุด มองลงมาจะเห็นทางเดินสกายวอลค์พื้นกระจกอยู่ข้างล่างได้แบบชัดเจนที่สุด ในภาพถ่ายจากจุดชมวิวชั้น 6  เรามาถึงประมาณเกือบ 7.00 น. ซึ่งพระอาทิตย์ขึ้นสูงไปพอสมควร แต่ความอลังการของทะเลหมอกยังคงอยู่ และได้ความสดใสของท้องฟ้าสีฟ้าเข้ามาช่วยเสริมให้สวยงามยิ่งขึ้น 

วิวทะลเลหมอกที่ลอยคลอเคลียอยู่บริเวณทิวเขา ไล่ระดับเลเยอร์สวยงาม 

จากชั้น 6 กดลิฟท์ลงมาชั้นสาม โดยปกติชั้น 3 หากวันไหนนักท่องเที่ยวเยอะจะจำกัดคนจำนวนคนเข้าชมในแต่ละรอบ รอบละ 10 นาที แต่ถ้ามาในวันที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก  สามารถเดินเข้าไปชมได้เลย 

ทางเดินในช่วงแรก เป็นแบบแบไม้ทอดยาว พอเดินไปสุดปลายทางจะเป็นกระจกใสรูปวงกลม เดินตรงนี้จะมีความเสียวแอบขาสั่นเบาๆ 

หลังจากชมทะเลหมอกข้างบนแล้ว มาชมวิวต่อบริเวณลานระเบียงชมวิวข้างล่างสกายวอล์ค แม้เข้าสู่ช่วงเวลาสายแล้ว ยังมีทะเลหมอกสีขาวแบบปุยนุ่นให้ได้ชม ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เป็นความพิเศษในการชมทะเลหมอก บนสกายวอล์คที่สามารถเห็นทะเลหมอกได้ทั้งปีไม่ต้องรอฤดูหนาว แม้แต่หน้าร้อนทะเลหมอกก็ยังปัง แถมได้ชมในแบบพิเศษที่ไม่เหมือนนี่ไหน  บนสกายวอล์คที่สูงเที่ยบเท่ากับภูเขา เป็นความประทับใจของการชมทะเลหมอกที่ทั้งอลังการ และสถานที่ชมยังอลังการไม่แพ้กัน 

ปิดทริปเที่ยวเบตง 4 วัน 3 คืน กับการแวะเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ได้ทานอาหารในสไตล์ stree food ราคาไม่แพงแถมอร่อยอีกด้วย สำหรับใครที่ตั้งจะมาเที่ยวเบตง ลองแวะร้านตามลายแทงที่บอกไปได้เลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวังกับรสชาติแน่นอน สมชื่อกับความเบตงที่เป็นเมืองแห่งอาหารขึ้นชื่อ 

การเดินทางมาเบตง

ปัจจุบันเบตงมีสนามบินแล้ว โดยมีเครื่องบินของสายการบินนกแอร์เพียงสายการบินเดียว บินมาที่เบตง วันละ 1 รอบ ทุกวัน อังคาร  ศุกร์ อาทิตย์ค่าโดยสารประมาณเที่ยวละ 3500 บาท 

กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เบตง ออก 10:00 ถึง 11:45

เบตง – กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ออก 12:15ถึง 14:00

หรือวิธีการเดินทางที่นิยมของการเที่ยวเบตงมาแต่เดิม คือ นั่งเครื่องบินหรือนั่งรถทัวร์ รถไฟ มาลงหาดใหญ่ จากนั้นเช่ารถในจากเมืองหาดใหญ่ขับมายังเบตง จากเส้นทางจากหาดใหญ่ ปัตตานี ยะลาถึงบันนังสตา ทางตรง แต่พอเข้าอำเภอบันนังสตา ธารโต เบตง ทางโค้งให้ขับอย่างระมัดระวังนิดนึง ส่วนเรื่องความปลอดภัย โดยส่วนตัวจากที่นั่งรถผ่านเส้นทางนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด แต่จะมีด่านตรวจเป็นระยะเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งไม่ต้องกังวลอะไร

สำหรับใครที่ต้องการใช้บริการรถตู้นำเที่ยวเบตงพร้อมคนขับ รับจากสนามบินหาดใหญ่หรือสนามบินเบตง พร้อมนำเที่ยว ซึ่งถ้ามาหลายคนค่อนข้างคุ้ม  สามารถติดต่อได้ที่ โกเอ๊กซ์ 064 962 6999 หรือเบอร์ผู้ช่วยโกเอ๊กซ์ 061 654  1519  ราคาสอบถามเองเพราะจะแตกต่างกันตามโปรแกรมที่เลือก หากต้องการสอบถามข้อมูลเบตงคร่าวๆในทุกเรื่องก็สอบถามได้เลยยินดีให้ข้อมูล

การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองเบตง

เมื่อมาถึงเบตง ไม่มีรถส่วนตัวจะเดินทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆอย่างไร  ที่พักในเมืองเบตง ส่วนใหญอยู่ใจกลางเมืองใกล้หอนาฬิกา สามารถเดินไปยังหอนาฬิกา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ และสตรีทอาร์ทในบางจุดได้ และในตัวเมืองเบตง มีรถสองแถวเหลืองวิ่งรอบเมืองตลอด สามารถใช้บริการได้เลย คนละ 20-30 บาท แล้วแต่ระยะทาง อารมณ์คล้ายโบกรถแดงเที่ยวเชียงใหม่ หรือถ้าใครขับมอเตอร์ไซต์ได้ ก็ขับเที่ยวเองเลยค่ะ ตัวเมืองเบตงค่อนข้างเล็ก ขับแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว  ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซต์ราคาจะอยู่ที่วันละ  250-300 บาท สอบถามเรื่องผู้ให้บริการเช่ารถได้จากโรงแรมที่พักค่ะ ส่วนใหญ่มี contact กันทั้งหมด

การเดินทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆรอบเมืองเบตง

โปรแกรมท่องเที่ยวรอบเมืองเบตง ส่วนใหญ่จะไปตามนี้ เริ่มจาก ทะเลหมอกอันเยอร์เวง น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9  เฉาก๊วยเบตง สวนหมื่นบุบผา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  บ่อน้ำร้อนเบตง หากมีรถยนต์ส่วนตัว หรือขับมอเตอร์ไซต์ได้แบบชำนาญ ขับเที่ยวเองเลยค่ะ เพราะขับง่ายมาก สถานที่ท่องเที่ยวรอบเมืองส่วนใหญ่อยู่ใกล้กัน และในเส้นทางเดียวกัน มาตาม google maps และป้ายบอกทางซึ่งมีบอกเป็นระยะรับรองไม่น่าจะหลง แต่ถ้าไม่ได้นำรถส่วนตัวมาต้องใช้บริการรถเหมาเท่านั้น ราคาจะอยู่ที่ 1500 บาท up  ติดต่อสอบถามรถสองแถวนำเที่ยวหรือเช่ามอเตอร์ไซต์ขับเที่ยวเองได้ที่ บังมะ รถนำเที่ยวทะเลหมอกเบตง โทร .086-546 4641

ที่พักในตัวเมืองเบตง

โมเดิร์นไทย โฮเทล ที่พักตั้งอยู่ใกล้กับหอนาฬิกาที่สุด ค่อนข้างสะดวกมาก  โทร 073 235 666

โฟโต้ โฮสเทล ที่พักสไตล์โฮสเทลตั้งอยู่ใจกลางเมืองไม่ไกลจากหอนาฬิกาเช่นกัน ที่นี่มีบริการจัดกลุ่มท่องเที่ยวรอบเมืองเบตง มาคนเดียวหรือสองคนก็ประหยัดได้เยอะ สามารถไป join ทริปกับคนอื่นที่เข้าพักได้ ซึ่งทางโรงแรมจะเป็นคนจัดการหาเพื่อนร่วมทริปให้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เพจของที่พัก  FOTOHOSTEL

Grand Mandarin โทร 073 235 777

โรงแรมศรีเบตงโทร  073 230 187  https://www.facebook.com/sribetong/

Butterfly Princess โทร 073 230 888

Hello Hotel โทร 073 245 555

Tags : , , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%87
ขอขอบคุณ : https://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%87

เรื่องที่เกี่ยวข้อง



บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต

บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด